Merit Money Round #1

ใน Management 3.0 practices มีหนึ่งเรื่องที่ผมชอบและประทับใจมากๆตั้งแต่แรกอ่าน คือเรื่อง Merit Money หรือก็คือการให้โบนัสโดยการแจกดาว โดยพนักงานทุกคนจะมีดาวคนละ 10 ดาว(แล้วแต่อยากกำหนด) จากนั้นก็จะให้ทุกคนแบ่งดาวให้คนอื่นๆตามใจชอบ จะให้ใครเท่าไหร่ก็ได้ หรือจะไม่ให้ใครเลยก็ได้ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องไม่ให้ตัวเอง

จากนั้นก็จะเอาจำนวนดาวมาคำนวณเป็นโบนัส เช่น ดาวละ 10 บ. เมื่อคูณจำนวนดาวที่ได้ ก็จะเป็นโบนัสที่ได้รับ โดย Jurgen แนะนำว่า ไม่ควรจะมีการแจกโบนัส(เป็นเงิน)ทุกครั้งที่มีการแจกดาว แต่ให้ทำคล้ายระบบหวย คือ แจกดาวเสร็จก็มาทอยลูกเต๋า ว่าคราวนี้โบนัสจะออกหรือไม่

สำหรับผมนี่คือระบบที่โคตรแฟร์ ทำให้การประจบหมดสิ้นไป(เพราะทุกคนมีสิบดาวเท่ากัน) ไม่มีใครเถียงได้ว่าไม่ยุติธรรม แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วย

ครับ คนที่ไม่เห็นด้วยกับระบบนี้มากที่สุด ไม่ใช่พนักงานคนไหน แต่เป็นแม่ผมเอง  แม่คิดว่าระบบนี้จะทำให้พนักงานทะเลาะกัน ไม่พอใจกัน จากการที่ให้ดาวคนนี้น้อย คนนั้นมาก  มันก็เลยกลายเป็นระบบแรกๆที่ผมอยากทำมาก แต่กลับไม่ได้เริ่มสักที

แต่ผมคงไม่ได้เขียนบทนี้ ถ้าผมยังไม่ได้เริ่มมัน

วันนี้ผมเลยมาเล่าถึงการทดลองเล็กๆกับ Merit Money ของผม

เนื่องจากแผนกแม่บ้าน จะมีแม่บ้านคนหนึ่งที่คนอื่นๆมองว่าค่อนข้างเอื่อยกว่าคนอื่นๆ (ตอนนั้นหนักขนาดว่า มีคนมาบอกว่าไม่อยากให้คนนี้อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว) ผมก็เลยคิดว่า เอ้อ น่าจะเริ่มระบบนี้นะ เพื่อให้คนที่เอื่อยได้รับ feedback เพื่อหวังว่าเขาจะกลับมาแอคทีฟอีกครั้ง หรืออย่างน้อยถ้าเขาต้องออกไป มันก็เป็นการออกจากการทน peer pressure นั้นแล   

ก็เลยวางแผนเริ่มมันขึ้นครับ


1.ก่อนที่จะเริ่มแจกดาว ผมบอกให้แผนกแม่บ้าน ประชุม feedback กันทุกสองสัปดาห์ (ตอนแรกทุกหนึ่งสัปดาห์ แต่ปรากฏว่าสั้นเกินไป ก็เลยยืดเวลาออก) โดยบอกว่าอีกสองเดือนจะมีการให้โบนัสการประชุม ที่ต้องประชุมกันถี่ขึ้น โดยเงื่อนไขของโบนัสการประชุมเป็นดังนี้ คือ จะให้ทุกคนคนละสิบดาว ดาวละสิบบาท เท่ากับว่า คนหนึ่งถ้าได้ตามค่าเฉลี่ยก็น่าจะได้ประมาณ 100 บ. ทุกคนดูจะแฮปปี้ดี เพราะได้ตังค์เพิ่ม ส่วนผมก็แฮปปี้ เพราะใช้เงินแค่ 500-600 บ. เท่านั้น เพื่อทำให้การประชุม feedback หรือ retrospective เกิดขึ้น

2.ต่อจากนั้นคือการเริ่ม feedback อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องระวังมากๆ แล้วเทคนิคที่ผมใช้คือการใช้ NVC มากๆ โดยเฉพาะเรื่องการสังเกต เพราะทีมนี้ไม่เคยรู้จัก NVC กันมาก่อน เวลาที่เขา feedback เลยมักจะเป็นการสรุป ตีความมากเกินไป (เช่น แม่บ้าน A อาจจะกำลังใช้มือถืออยู่ แม่บ้าน B เดินผ่านมาเจอ ก็จะบอกว่า แม่บ้าน A ขี้เกียจ แต่จริงๆแล้วแม่บ้าน A เขาอาจจะใช้มือถือในการทำงานอยู่ก็ได้ แต่แม่บ้าน B ก็ตีความไปแล้วว่าแม่บ้าน A ขี้เกียจ) ซึ่งการตีความ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยเกิดประโยชน์อะไร แม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม เช่น แม่บ้าน A เป็นคนขี้เกียจจริงๆ แต่การไปบอกว่า เฮ้ย เธอขี้เกียจนะ 99% จะไม่ช่วยให้เขาขยันขึ้น และหากขยันขึ้นก็มักจะทำได้แค่ช่วงสั้นๆเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่มักจะจบลงที่การเถียงว่า จริงๆแล้วเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้น เขาทำทุกอย่างเสร็จแล้ว บลาๆ ซะมากกว่า  สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการบอกว่า เฮ้ย ชั้นเห็นเธอใช้มือถือตอนสิบเอ็ดโมงอยู่นะ วิธีนี้ทำให้เขาเถียงไม่ได้ (ก็มันเรื่องจริงนี่หว่า) นอกจากนั้นยังมอบโอกาสให้เขาอธิบายด้วยว่าเขาทำอะไรจริงๆ(เขาอาจจะกำลังหาวิธีใหม่ในการถูพื้นให้สะอาดกว่าเดิมจาก google อยู่ก็ได้) ที่สำคัญคือใจของเขาก็จะยอมรับว่าสิ่งนี้คือปัญหาได้ง่ายกว่ามาก

สิ่งที่เราต้องทำก็คือการเป็น facilitator กระโดดไปเข้าข้างฝั่งโน้นที ฝั่งนี้ที แล้วก็ทำหน้าที่ห้ามทัพ คือเวลาใครที่กำลังจะตีความ ก็ต้องบอกให้เขาหยุดก่อน แล้วค่อยๆบอกว่า อะไรทำให้เขาคิดเช่นนั้น เหตุการณ์จริงคืออะไร
ตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นเรื่องยาก แต่พอทำจริงมันก็ไม่ได้ยากอะไรอย่างนั้นนะ

3.จากนั้นก็มาถึงตอนสำคัญคือตอนแจกดาว เนื่องจากผมหาดาวไม่ได้ผมเลยเอาลูกปัดสีมาแทน แล้วก็ให้แก้วน้ำวางข้างหน้าแต่ละคน คนละใบ จากนั้นก็แจกลูกปัดคนละ 20 เม็ด(จากเดิม 10 เม็ดรู้สึกว่ามันน้อยไปหน่อย เพราะเม็ดมันเล็ก แถมพอลงไปในแก้ว มันก็ยิ่งดูน้อยลงไปอีก คิดว่าคราวหน้าคงปรับจากลูกปัดมาเป็นดาวพับ น่าจะดูดีกว่า) จากนั้นก็อธิบายกติกาการให้ดาว ว่าดาวมีมูลค่า 5 บ. บลาๆ(ตามข้างบน) โดยเพิ่มกติกานิดนึงว่า ตอนให้จะต้องให้ต่อหน้า แล้วก็บอกเหตุผลด้วยว่าทำไมถึงให้ดาว แล้วก็เริ่มให้กันทีละคน

ผลลัพธ์

-หลังจากที่ให้ดาวนับคะแนนกันเรียบร้อย ปรากฏว่า ได้เจอเรื่องเซอร์ไพรซ์มาก คือป้าเฉื่อยคนเดิม ได้คะแนนมาเป็นที่ 2 ของกลุ่มเลยจ้า ซึ่งก็สอดคล้องจากปากคำของใครหลายๆคนว่า ป้าดีขึ้นกว่าเดิม ตั้งแต่เริ่มมีการ feedback  ช่วยงาน ไม่ค่อยเล่นมือถือเหมือนเมื่อก่อน และก็ดูป้าแกก็มีความสุขที่ได้รับคำชมเป็นรูปธรรมแบบนี้

-ได้พบว่ามีการคนชม โดยบอกว่า เนี่ย ตัวเองอยู่ข้างบนนะ แต่เห็นกล้องวงจรปิด ก็เลยเห็นเพื่อนถูพื้นอย่างขยันขันแข็ง เรียกว่าตัวลอยเลยทีเดียว แล้วก็พบว่ากล้องวงจรปิดมีประโยชน์กว่าที่เราคิด และก็ไม่ใช่ negative reinforcement ด้วย แต่เป็น positive reinforcement โดยเฉพาะหน่วยแม่บ้าน ซึ่งปกติจะไม่ค่อยมีใครเห็นความดีของเขาสักเท่าไหร่

-หลังจากให้ดาวเสร็จก็มีการ feedback กันอีกรอบ คราวนี้คุยกันเรื่อง การช่วยงานซึ่งกันและกัน ซึ่งเกิดจากมีเพื่อนคนหนึ่ง เวลาที่คนอื่นตามไม่ค่อยไปช่วย  ตอนแรกก็เลยประชุมว่า จะออกกฏว่าถ้ากี่ห้องถึงจะไปช่วย เราเองเลยเบรค แล้วบอกว่า เฮ้ย ดูมันเป็นเรื่องของน้ำใจนะ เรื่องนี้ อย่าไปตั้งเป็นกฏเลย ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของน้ำใจดีกว่า (ครั้งนี้เพื่อนคนที่ไม่ค่อยไปช่วยคนอื่นได้คะแนนน้อยสุดเลย) ก็เลยคิดว่า โอ้ เข้าใจละ ดาวที่เขาให้กันคือคะแนนของน้ำใจนี่เอง (ระหว่างคุยเรื่องนี้ค่อนข้างเดือดทีเดียว เพราะถึงกับหน้าแดง สัมผัสได้ถึงความโกรธ แต่ก็ไม่ได้มีการพูดอะไรรุนแรง เราก็ปล่อย โกรธก็โกรธ)

ว่าแล้วก็รอมา feedback กันครั้งหน้า ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง

จบครับ นี่คือสรุปของ merit money ครั้งแรกของ รพ.รักษ์สกล ล่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these <abbr title="HyperText Markup Language">HTML</abbr> tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

Skip to toolbar